ความพิเศษ...คนพิเศษ
ชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้
ในชีวิตคนเรามีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้น
แต่ในผู้คนมากมายเหล่านั้น
อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึก "ไม่ธรรมดา"
ที่จะนึกถึง เรียกว่าเป็น "ความพิเศษ"
ที่เราจะยกเว้นเอาไว้จากความปกติทั่วไปของจิตใจ
ก็ในเมื่อคำว่า "พิเศษ" หมายถึงความจำเพาะ ความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นในหัวใจ
กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขาให้ตรงกับที่ใจคิด
ให้ "ความรู้สึกดีดี" จากจิตใจที่ดีดี
ให้ "ความอาทรถึง" จากจิตใจที่นึกถึง
ให้ "ความห่วง" จากจิตใจที่เป็นห่วง
ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี "สติ"
ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่ "คุกรุ่น"
ให้ไปเลย ให้ไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง "ไม่ร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม"
และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระสาย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง
ก็จงหยุดพักตรึกตรอง อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด
"สิ่งดีดี" จนกระจัดกระจาย
เพราะ "การให้ความหมาย" ไม่ใช่ "การตั้งความหวัง"
คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกัน แต่คนสองคน
"จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน"
เพราะการตั้งความหวังมักนำพาซึ่ง "การเรียกร้อง"
"ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" โดยที่ไม่รู้ตัว
มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข
เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิจิตใจเอาไว้ที่องศาอุ่นๆ
หากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น เราต้องค่อยๆ
เดินออกมาสูดอากาศเย็น
หากตรงกันข้ามเราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาวมาหาไอแดดเช่นกัน
และอย่าลืมว่า "ความพิเศษ"
ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพิเศษมากหรือพิเศษสุด
หรือพิเศษอย่างยิ่งในคนคนเดียว
ทั้งเราและเขาอาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายลักษณะ
พิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้
ในเมื่อหัวใจเป็นของเรา
เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์อย่างพิเศษกลับมา
จงให้ "ความพิเศษ" เป็นชีวิตชีวา
เป็นแววตาที่แจ่มใส
เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้
ไม่วิ่งหนี ....... แต่ไม่วิ่งตาม
ไม่หักห้าม ........ แต่ไม่กระโจนใส่
ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว
แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร
จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำ
เป็นสีสันงดงามเช่นมวลผกา เป็นสีเขียวของใบไม้
ที่เย็นที่ตาและที่ใจ
และที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใด ไม่ว่า "คนพิเศษ" คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล
"ความพิเศษ" นั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งใจข้างซ้ายตรงกัน
ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/3366.html
...........................................
เปิดไปพบข้อความข้างต้น จากเว็บที่ระบุไว้ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2552 (จำได้แม่น)
เพราะวันนั้น กำลังนั่งทำงานเร่งรีบจะจัดนิทรรศการในวันพรุ่งอยู่ในห้องอีกห้องคนเดียว
และในเวลาต่อจากนั้นไม่นานนัก ก็ได้รับสายที่ปลายทางกำลังอยู่บนรถเมล์
ยังคงนึกถึงคนทางนี้ ในวันที่เวียนมาครบรอบ สี่ปีของเรา :)
ระหว่างรอการส่งต่อของงาน เปิดไปเจอหน้าเว็บนี้
ได้อ่าน และยิ่งได้พินิจ ทำให้รู้สึกต้องตา ต้องใจ กับคำกล่าวข้างต้น
จนอดไม่ได้ที่จู่ ๆ วันนี้จะนึกถึงตัวหนังสือหน้านี้
แล้วรีบหามาบันทึกไว้
หลายข้อความ หลายบรรทัด ในข้อความนั้น
คงไม่ได้บรรยายต่อเติมให้ลึกซึ้ง
เพราะความหมายที่ดี ๆ มีอยู่ในตัวมันเอง :)
ขอบคุณพี่ ... ที่ส่งมอบโอกาสให้บีได้รับรู้ถึงความรู้สึกพิเศษในความหมายจากบทความนั้น
พี่สอนให้บีรู้จักสิ่งดี ๆ ในโลกนี้ที่มีมากกว่าที่บีเคยรู้จัก
คำว่า "ขอบคุณ" บีมักเอ่ยผ่านตัวหนังสือจากที่แห่งนี้บ่อยครั้ง
เพราะเป็นคำอีกคำ ที่อยากส่งผ่าน ในทุกครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องราวของเราแล้วอยากบอกพี่
ยิ่งนานนับวัน บียิ่งรู้สึกถึงความโชคดี
ขอบคุณทั้งพี่ และขอบคุณตัวเอง ที่ยังคงมั่นคง เสมอมา
แม้บางช่วงเวลามีบางสิ่งผ่านเข้ามา แต่สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้บีรู้ว่า
ความพิเศษของบีและพี่ มีคุณค่าในตนเองมากมายกว่าที่เคยคาดคิดไว้
เป็นสิ่งเดียวในความรู้สึกที่มั่นคง ที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตน ทีละเล็ก ละน้อย
เป็นธรรมดาของคนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ว่า สิ่งเหล่านี้จะมีจริง ๆ หรือ
ด้วยความเกรงกังวลถึงการคาดคิดไปเองว่า คงเป็นเพียงสิ่งนั้น คงเป็นเพียงสิ่งนี้
แต่แล้วความเชื่อที่ค่อย ๆ สร้างให้เห็น จึงทำให้เชื่อได้อย่างสนิทใจว่า "มีอยู่จริง"
:) บียอมรับว่า ความรู้สึก ความคิด ความคะนึงถึง ไม่สามารถสร้างได้เพียงวันเดียว
และไม่สามารถสร้างกับใครคนใดก็ได้เสมอไป
หากแตุ่สิ่งที่เป็นสิ่งที่มี กว่าจะก่อร่างสร้างขึ้นมาได้
ล้วนมาจากองค์ประกอบ มากน้อย ตามความลงตัว
ใครเลย จะสามารถหัวเราะเรื่องรอบตัว ได้เหมือนที่เราร่วมกันเริงร่ากับสิ่งเหล่านั้นด้วยกันได้
ใครเลย จะจดจำ สิ่งละเล็ก ละน้อย ที่มีให้แก่กันได้ตลอดมา
ใครเลย จะแค่เพียงนึกถึง แล้วหากอีกฝั่งเปิดรับความนึกถึงได้ ราวกับบอกผ่านว่า "นึกถึง"
ใครเลย จะสามารถรอใครอีกคน ที่บางคราวหายไป
แต่อีกฝั่งยังคงดำรงตนให้มั่นคงไว้ เพราะอย่างไร คนอีกฝั่ง ไม่ไปไหน
และอีกเรื่องราวมากมาย ที่บีคงไม่จำเป็นต้องบอกเล่าในทั้งหมดที่มี
แต่บีเชื่อว่า พี่ก็นึกถึงเช่นกัน
ขอบคุณอีกเรื่องในการสอนให้บีรู้จักคิด
รู้จักมีมุมมองในเรื่องที่ผ่านเข้ามาหาเรา
ระหว่างที่บีเขียนอยู่นี้ ... บีกำลังพบเจอเรื่องที่..
ถ้าเป็นเมื่อก่อนบีคงรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี เพราะความชอบแคร์ความรู้สึกคนไปทั่ว (จนตัวเองทุกข์)
หากแต่คราวนี้ บีกลับมองให้ต่างไป เข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนให้มากขึ้น
เอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเป็นเรา คงแสดงพฤติกรรมออกมาแบบนั้นเหมือนกัน
จึงไม่แปลกหากเขาจะแสดงท่าทีแบบนั้นกับเรา
เดี๋ยวไม่นาน เขาก็หาย ...แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป
บีจึงตั้งหลัก ปรับอารมณ์ได้เร็วขึ้นกว่าแต่เก่าก่อน
แล้วกลับมานั่ง มือพิมพ์ไดอารี่ พร้อมกับหูฟังเพลง ตอนนี้
การทำงานย่อมพบเจออุปสรรค
แต่สิ่งที่ควรกระทำเมื่อพบเจอนั้น คือ การแก้ปัญหากันไป ตามสภาพที่ทำได้ ณ ขณะนั้น
ไม่ควรใช้อารมณ์ เพราะทำให้ทุกอย่างที่ดูแย่อยู่แล้ว ยิ่ง มีแต่พัง กับ พัง
ของพัง พอสร้างได้ แต่ถ้าความรู้สึกพัง มันกู้กลับยาก
จริงไหม?
ที่พี่สอนบีอีกอย่าง คือ อย่าเอาความเครียดไปรวมกับงาน
เพราะลำพังธรรมชาติของงาน ก็พาให้เครียดพอตัวอยู่แล้ว
แต่หากเราทำด้วยอารมณ์ที่ดี การทำงานที่ดูยากก็ง่าย และราบรื่นไปได้
งานพี่เครียดกว่างานบีมากมาย แต่พี่ก็สามารถคลี่คลายไปได้
พี่ึจึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้บีเสมอ ในคราวที่บางทีก็เผลอเครียดไปแบบไม่ตั้งใจ
ขอบคุณนะคะ ที่มอบสิ่งดี ๆ ให้เสมอมา
ขอบคุณที่สรรหาเรื่องยิ้ม ๆ มาให้บียิ้มได้
ขอบคุณที่รับรู้ได้สม่ำเสมอว่า คนทางนี้เริ่มงอน นิด ๆ แล้ว (ฮ่า)
และขอบคุณสำหรับความพิเศษในความหมายจากบทความข้างต้น ที่มีให้กันมาตลอดสี่ปี :)
